ฝนตก...ทำไมถึงเหงา

posted on 12 Dec 2011 19:28 by lab-bababa
    ฝนตกอีกแล้ว......หากมีเพื่อนเดินตากฝนด้วยคงดีไม่น้อย ในสถานที่ที่ผู้คนจอแจ เดินสวนทางกันไป-มา แต่ทำไมเรารู้สึกว่าอยู่คนเดียวก็ไม่รู้  รอบข้างมีแต่ความว่างเปล่า.......หรือเป็นเพราะฝนตก (ว่าไป)
 
เดินไปคิดไปเรื่อยๆๆ......ถึงสิ่งที่ผ่านมา และสิ่งที่กำลังจะเกิดในอนาคตอันน่าปวดหัว
แล้ววันวานล่ะ....."คิดถึงจัง" ทำไรอยู่เนอ.....
 
......คนที่เราคิดถึงคงเป็นคนที่อยู่ในใจเราตลอดเวลา....."คิดถึงจัง" พูดออกมาเบาๆ สายฝนทำให้คำว่า"คิดถึง"ไม่ดังเอาเสียเลย (ตะโกนเลยดีมั้ย  ^.^ )
 
อาการนี้เรียกว่า "เหงาใช่ไหม" ความเหงาไม่ดีเลยเนอะ  มันทำให้เราหนักๆในใจ อยากเอาความเหงาออกจากใจจัง ".^
 
อากาศเย็นๆ แบบนี้ ห่มผ้าหนาแค่ไหนก็ไม่อุ่น.....
หนังตลก ขนาดไหน ก็ทำให้ร้องไห้ได้....
 
....ความรักจะอยู่กับเรานานแค่ไหน....
....คนอื่นเค้าดูแลความรักอย่างไร....
....คนอื่นรู้สึกเหมือนเรามั้ย....
....ฝนตกแบบนี้เค้าคิดถึงใคร....
....แล้วจะมีใครคิดถึงเรา....
 

 
 
   อารมณ์และความรู้สึกล้วนๆ เลย อย่าได้เอาเป็นเงื่อนไขและเป็นอารมณ์กับคนที่เค้าแคร์คุณ เพราะบางอย่างบนโลกใบนี้ไม่ได้มีเพื่อตอบสนองเรา ก่อนจะทำอะไร ให้คิดดีๆ ดูแลความรู้สึกคนของคุณให้ดีเท่าที่คุณทำได้
จงให้ในสิ่งที่คุณอยากได้ แล้วสิ่งนั้นจะกลับมาเช่นกัน
 
หลายคนบอกว่า"ความรัก"  ยากที่จะรักษา ต้องหาจากไหนเพื่อที่จะรักษาระดับความรักไว้....
....ไม่ต้องไปหาที่ไหนหรอกค่ะ หากว่า ยังมีคำว่า "เรา=Me&you" และใช้ความรักและความเข้าใจ...ความรักจะอยู่กับคุณนานเท่าที่คุณต้องการ 
 
....ขอเป็นกำลังใจ ให้ทุกความรัก... ขอให้รักและเข้าใจกันตลอดไป
 

 
 


 

edit @ 12 Dec 2011 20:28:57 by LIFE GOING ON

ชิลๆ at cameron_highlands by BF

posted on 06 Dec 2011 13:18 by lab-bababa
ฟ้าเองค่ะ ครั้งนี้จะมาแชร์ประสบการณ์การเดินทางไป cameron_highlands ประเทศมาเลยเซียค่ะ ก็มาถึงปลายปีแล้วนี่ค่ะ ให้รางวัลกับตัวเองบ้าง....ทำงานมาทั้งปี โดนนายว่ามาก็มาก สุขบ้างทุกข์บ้าง ปนๆไป น่าจะหาสถานที่พักผ่อนสบายๆ เย็นๆ แล้วตื่นสายๆ และจิบชาร้อนๆ.....ที่ไหนดีน้า  หากบ้านเราหลายๆ คนมุ่งหน้าไปภาคเหนือ เช่นปาย ปางอุ๋ง หรือดอยต่างๆที่จังหวัดเชียงใหม่ แต่เราสองคน(พี่บีด้วย) อยู่ทางใต้ของประเทศไทยจะไปไกลถึงเชียงใหม่ ก็กะไรอยู่......
 
เราไปมาวันที่ 3 ธันวาคม 54 ที่ผ่านมาค่ะ แต่ก่อนออกต้องศึกษาแผนที่ก่อน(หน้าที่พี่บีหมดเลย...อิอิ) ส่วนสาวๆ อย่างเราคงหนีไม่พ้นเรื่องความสวยความงาม เพราะเราต้องไปแชะรูปกัน กะว่าจะเอาให้เต็ม memory card เลยทีเดียว อิอิ ครายเป็นตากล้อง!!!!!!
 
ก่อนออกเดินทางพี่บี...ต้องเช็ครถก่อนค่ะ เช็คน้ำ น้ำมัน ฯลฯ (ไม่รู้อะไรบ้าง)
ฟ้าก็เตรียมเสบียง ให้พร้อม เพราะการเดินทางต้องใช้เวลา  อ้อ...ลืมบอกไปค่ะ ว่าเราตั้งต้นที่ ปีนัง ประเทศมาเลเซีย(พี่บีอยู่ที่นี่ ค่ะ) เสบียงที่เตรียมก็ต้องเป็นอาหารที่กินง่ายๆ และที่สำคัญคือน้ำ ของเปรี้ยวๆ สำหรับคนที่เมารถ เพราะทางไป cameron_highlands คตโค้ง ได้ใจมาก  แต่ถนนหนทางที่นี่ดีค่ะ
รวมค่าใช้จ่าย เตรียมเดินทาง
1.น้ำมันรถประมาณ 500 บาท
2.อาหารและน้ำ กินระหว่างทาง 200 บาท
 รวม 700 บาท 
 
การเดินทางดูใน google บอกเราว่า 2-3 ชั่วโมง ระยะทางประมาณ 240 km
 
เริ่มเดินทางประมาณ 14.00 น. จากรัฐปีนัง ค่ะ  ระหว่างทางก็แชะๆ ไป ตามรูปข้างล่างค่ะ 
 
สะพานเข้าเมืองปีนัง  (ขอบอกว่า....คิดถึงๆๆ) 
 
อีกรูปสวยๆๆ
 
วันนี้ท้องฟ้าสวยมากเลยค่ะ
 
 
ภาพอาจไม่ค่อยชัดเพราะถ่ายผ่านกระจกรถพี่บี 
 
 
เดินทางๆๆๆๆๆ  ต่อ
 
อ้อ....การขับรถในประเทศมาเลเซีย  ต้องจ่ายค่า Tol คล้ายค่าทางด่วนใน กทม.ค่ะ แล้วแต่ปลายทางของเราว่าใกล้ หรือไกล อย่างทริปนี้ขาละ 18.60  เหรียญ  ไปกลับ ก็ ประมาณ 400 บาท ที่นี่เรียกค่าเงินว่า เหรียญค่ะ 1 เหรียญ 1.10 บาท (ตอนนี้ค่าเงินบาทแพงกว่าค่ะ)  
 
 
 
เห็น IPOH  ไกลๆ  ถ่ายในรถอีกค่ะ....
ก็นึกดีใจว่าใกล้ความจริงๆแล้ว  โดยเฉพาะพี่บี มีอาการตื่นเต้นมากๆ เลย ดีใจที่ขับรถมาไม่พาหลง  เพราะถ้าหลงฟ้าล้อ  แน่ๆ  ฮ่าๆๆๆ
 
เย้ๆๆ   เข้าเมือง IPOH (อ่านว่า อี-โป๊ะห์) 
 
 
เข้าอุโมงค์  ในอุโมงค์
 
 
ว้าวววว......ทางเข้า  cameron_highlands   พี่บีแน่มาก อิอิ...ภูมิใจ ค่ะ ไม่หลงทางกันเลย...
 
 
ฝนกำลังจะตก...
 
 
เห็นทางเข้าก็ดีใจมากเเล้ว กดกล้องแทบไม่ทันเลย  จึงได้รูปอย่างที่เห็นค่ะ อิอิ
 
ฝนตั้งเค้าอีกแล้ว........  จะเทียวได้ไหมเนียะ.....
 
เราถึงเขา cameron_highlands ประมาณ 16 น. กว่า ๆ  แต่รถติดมากเลยค่ะ เพราะวันที่เราไปตรงกับวันตลาดนัดของเค้าพอดี รถขยับ กดึบๆ เรื่อยๆ เล่นเอาพี่บีเซ็งเลย เพราะเราแพลนว่าจะเที่ยวโน่น นี่ นั่น รถติดประมาณ 2 ชั่วโมงกว่า แถมมีพวกกวนๆ ประสาท ขับรถกวน อีก (มันแซงค่ะ เราไม่กล้าแซง กลัวอันตราย เลยได้แต่เซ็ง....)  เอาเป็นว่ากว่าจะถถึงที่พักเล่นเอาพี่บี  หมดสภาพเลยทีเดียว หุหุ
 
กดึ๊บๆๆ กับรถติดมาได้ ก็เข้าที่พัก ....  และแผนที่เราวางไว้ในวันพรุ่งนี้
 
นี่ค่ะ โปรแกรมคร่าวๆๆๆ  ค่ะ
 
......พี่บีบอกว่าที่เราต้องไปคือ
1 ไร่ชา
2 ไร่สตรอเบอรี่
3 ร้านกาแฟ (ช๊อคโกแลต)
ที่เหลือแล้วแต่น้อง...อิอิ
 
 
เช้าวันที่  4 ธันวาคม 2554 แล้วค่ะ
 
9.00 น. ปลุกพี่บี ให้ตื่นจากจากการหลับที่ดูเหมือนว่าจะฝันดีเอามากๆ (กรนด้วยนิดๆ) ต้องฝันดีอยู่แล้วค่ะ เพราะห้องที่นี่ไม่ต้องใช้เเอร์คอนดิชั่น เลย ใช้แอร์ธรรมชาติจากนอกหน้าต่างห้องแทน พี่บีควบคุมโดยการเปิด-ปิดม่าน ถ้าต้องการให้เย็นมากๆ ก็เปิดม่านกว้างๆ ต้องเย็นน้อยๆ ก็เปิดนิดๆแง้มๆ แต่พอตกดึกมากม่านถูกแวกนิดเดียวเอง (ลืมถ่ายรูปห้องค่ะ) 
 
 
มาดูรูปที่เราไปเก็บความประทับใจกันดีกว่าค่ะ  เริ่มที่ไร่ชา ก่อนน่ะค่ะ
 
 
 
 
 
สตรอเบอรี่ที่ซื้อในตลาดนัด (ตลาดนัดหน้าโรงแรมที่เราพักมีเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ ค่ะ) ขอบอกว่าของถูกหลายอย่างเลยค่ะ ถูกกว่า shop อีก ถ้าจะหาซื้อของฝากก็หาซื้อได้เลยค่ะ
 
 
สดค่ะ  ได้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า หากจะเข้าไปเก็บในสวน เค้าคิด กิโลกรัมละ 400 บาท แต่ถ้าซืื้อแพ็คที่เค้าตั้งขายแล้วจะได้ราคา กิโลกรัมละ 200 บาท ค่ะ  แนะนำอีกนิดน่ะค่ะว่าหากหาพริกเกลือหรือน้ำตาลบ๊วย                       ได้จะ ซูโก๊ยยยย.....อย่างแรง  (สตรอเบอรรี่เปรี้ยวนิค่ะ)
 
แถมสวนผึ้งค่ะ....
 
 
 
อุปกรณ์สำหรับเลี้ยงผึ้งค่ะ...
ที่นี่ใช้ดอกไม้ นานาชนิดปลูกในสวน และเลี้ยงแบบเปิดค่ะ แต่เค้าไม่รับประกันการกัด และถ้าถูกกัดเค้า           ไม่รับผิดชอบ ด้วย
 
อุปกรณ์เลี้ยงผึ้งค่ะ  มากมายเลย
 
 
สุดท้ายก็ร้านกาแฟสด  (เน้นช๊อคโกแลตมากกว่าค่ะ มีผลิตภัณฑ์ จากผลไม้ และช๊อคโกแลตค่ะ) ที่เราชิมที่นี่คือ
  ราคาแก้วละ 140 บาทเชียวค่ะ
 
ช๊อคโกแลตปั่นเข้มข้น  มีช๊อคชิฟ กลิ่นสตรอเบอรี่ด้วยค่ะ เวลาช๊อคโกแลตละลายจะมีกลิ่นสตรอเบอรี่ออกมาด้วยกลมกล่อมมากเลยค่ะ
กินกับพัฟ สตรอเบอรี่ (ตามรูป) พัฟที่นี่กรอบแต่นุ่มค่ะ มีครีมและชิสละลาย รสชาดหวานๆ มันๆ และได้ความเปี้ยวจากสตรอเบอรี่ ค่ะ  
  ราคา 75 บาท
 
จบทริปนี้ จ่ายไปกับค่าเชื้อเพลิงและที่พักประมาณ 3000 บาท 
เหลือซื้อของฝากติดไม้ติดมือ มาด้วย พี่บีใจดีค่ะ ยอมทุกอย่างเลย ไม่ขัดใจเลย...ขอให้น่ารักอย่างนี้ตลอดๆๆๆ  น่ะค่ะ
 
ขอบคุณน่ะค่ะ  พี่บี  
 
ว่าแต่...รอบหน้าไปไหนต่อดีค่ะ.....
 
 
 
 


edit @ 6 Dec 2011 23:32:16 by LIFE GOING ON

ณ ห้องนอนที่เจ้าของไม่ได้กลับมานอนเลย อ้อ...ไม่ได้เข้าห้องนอนเลยมากกว่า เพราะขลุกอยู่แต่ข้างล่าง ส่วนชั้นสองของบ้านก็อยู่ของมันโดยปล่อยทิ้งไว้ นับๆ แล้วตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยจนถึงทำงานแล้ว 6 ปี รวมๆ ระยะเวลาแล้ว 10 ปี เข้าห้องนอนเฉพาะตอนคิดถึงคนบรรยากาศเก่าๆ และอยากทบทวนความทรงจำในอดีตมากกว่า

 เตียงที่ถูกปิดด้วยผ้าผืนใหญ่ จากผ้าสีครีมตอนนี้มันหมองๆ ออกเป็นเทาๆและน้ำตาลอ่อน ที่หัวเตียงนอน เป็นที่เก็บของรักชิ้นเล็กๆ มีตุ๊กตาหมีเซรามิกสองตัว สมุดบันทึกที่เก็บเรื่องราวในอดีตตั้งแต่ ม.ต้น – จนถึงมหาลัย ก็ยังอยู่ที่เดิมไม่เปลี่ยนแปลง  ของขวัญที่ได้รับตั้งแต่สมัยเรียน ของขวัญชิ้นแรกที่ได้รับคือพวงกุญแจตุ๊กตาหมีแพนด้าตัวเล็กใส่ในขวดแก้วสีเขียว ได้รับตอน ม.ต้น จากเพื่อนสมัยเด็กๆ และของชิ้นเล็กชิ้นน้อยจากตอนจบการศึกษาตอนต้น ซึ่งบางชิ้นจำที่มาไม่ได้แล้ว...(เสียใจจัง)

จากของทั้งหมดที่มีเต็มห้องนั้น...มีอยู่ชิ้นหนึ่งที่หวงมากที่สุดคือ....ดอกกุหลาบแดง โบว์สีส้ม กระดาษห่อสีม่วง (ต้องขอบคุณคนให้ค่ะที่หาสีที่ฟ้าชอบ มาจัดได้อย่างลงตัวที่สุด) สภาพดอกกุหลาบแดงตอนนี้ มองไม่ออกแล้วว่าเดิมเป็นสีอะไร เพราะผ่านระยะเวลา 10 ปี มาด้วยใจถนุถนอม  ใจอยากจะจับมาดมเสียเหลือเกิน...แต่ก็ไม่กล้าเพราะกลีบดอกจะร่วงออกจากฐานดอกเอา  ใบไม้ 1 ใบหล่นที่ข้างฐานแจกันดอกไม้ จากเดิมมี 3 ใบ นี่เป็นดอกแรกที่ได้รับและรับจากคนที่เรารักที่สุดด้วย.......(ตั้งไว้ที่เดิมตรงนี้แหละดีแล้ว) แต่นึกได้ว่ามีสมุดบนทึกเหตุการณ์วันที่ได้รับดอกกุหลาบนั้นได้....

สมุดบันทึก...เขียนไว้ว่า......

 

14 กุมภาพันธ์ 2543                                                                           เวลาเขียน 19.00 น

 

วันนี้ดีใจจนออกนอกหน้าเลย.......ดีใจมาก 

เพราะวันนี้พี่บีให้ดอกกุหลาบด้วย

กุหลาบแดง หมายถึงอะไรหนอ.........  ความรักไง อิอิ

โบว์สีส้ม กับ กระดาษห่อสีม่วง  นี่ซิ เป็นสีที่เราชอบน่ะ  (เค้าคงตั้งใจซื้อให้เราจริงๆ อดระแวงนิดส์นึง ว่าซื้อให้สาวอื่น แต่สาวเจ้าไม่รับ  เลยให้เรา อิอิ)

แต่ตอนให้นี่ซิ....มาเวอร์ชั่นแบบเร้าใจสุดๆ  คือขู่ไว้ก่อน  (สงสัยกลัวน้องไม่รับ อิอิ) 

ช่วงบ่ายวันที่ 14 ก.พ. 43

     เป็นช่วงพักระหว่างเรียนคาบต่อไปแต่วันนั้น ครูไม่เข้าสอนคาบสุดท้าย ฟ้าและเพื่อนๆ ชวนกันไปกินขนมที่โรงอาหารโรงเรียน ขนมหวาน ไอศครีม และก๋วยเตี๋ยว รวบรวมเงินได้ ประมาณ 30 กว่าบาท ได้ขนมหวาน 1 ถ้วย และไอศครีม สามถ้วย สมาชิก 5 คน อิอิ อรรถรสในการกินเกินบรรยาย....ทั้งเสียงหัวเราะ พูดคุยกันอย่าง ไม่ต้องเกรงใจใคร เวลานั้นเป็นเวลาเรียนของนักเรียนชั้นอื่นๆ พวกเราเลยทั้งขำ ทั้งฮา ไม่บันยะบันยัง

 “ฟ้าๆ พี่บีเดินมาทางนี้อ่ะ”_ เพื่อนบอก

“อืม.....”_ฟ้า

“พี่เข้าเดินทางทางนี้น่ะ  จริงๆ  หันไปดูซิ”_เพื่อน    จากนั้น

“ฟ้า”_เสียงพี่บี จริงๆ ด้วย   “มานี้หน่อย” พี่บีจริงๆ ด้วย

“มีไร ค่ะ”  ฟ้าตอบกลับ

“เอ้า ซื้อมาฝาก” พี่บีพูดขณะนั้นทำหน้าเข้ม พร้อมยื่นดอกกุหลาบแดง กระดาษห่อสีม่วงผูกโบว์สีส้ม ในคิดว่า “อะไรเนียะ...ให้ทำไม  ชอบเราหรอ $#@!@$^&(&&()_+_&^$#&**

ยื่นมืออกไปรับ ด้วยอาการมือสั่นนิดๆ แต่ใจสั่นแรงกว่าเยอะ เกือบจะออกมาเต้นนอกอก

“เอ่อ......”  พูดไม่ออก แน่น-อกเต็มที่    “อะไรค่ะ......”  ฟ้าพูด

“เอา ไปๆ”  พี่บีพูดแล้วก็เดินไป

“ฮั่นแน่.....ดอกกุหลาบแดงด้วยน่ะเนียะ...ชั้นว่าพี่รักเค้าแกแล้ว”  เพื่อนพูด

“เอ่อ...”  พูดไม่ออกหน้าแดงอย่างเดียว มองดูดอกกุหลาบ อย่างงวยงง มาได้ไงเนียะ แม้จะมีเสียงแซวของเพื่อนๆ ดังแว่วๆ แต่ไม่ได้ยินเสียงอะไรทั้งสิ้นนอกจากเสียงหัวใจตัวเองเต้นดัง อยู่ในอก ถามตัวเองว่า “ใช่อาการของความรักหรือเปล่า...ทำให้ใจเต้นแรง  จะออกนอกอกอยู่แล้ว จะรักพี่เค้าได้หรือยัง รักได้จริงไหม....เป็นแฟนพี่เค้าแล้วหรอ...ง่ายไปมั้ย  พี่เค้ามีแฟนแล้วยัง ถ้ามีเราจะทำไง ...............

หลังจากนั้น "เค้าเรียกว่ามีความรัก"  หัวใจก็เริ่มรู้สึกแปลกๆและยากที่จะเข้าใจ  ความคิดถึง ความเหงา อยากเห็นหน้า อยากคุยด้วย พรั่งพรูเข้ามาอย่างตั้งตัวไม่ติด ไม่รู้ว่ามันเกิดได้อย่างไร 

                                                                                     ******The End*********  เวลา 21.00 น

 วันไหนที่ไม่เจอหน้ากัน...วันนั่นช่างผ่านไปอย่างทุกข์ทรมาน และแซนเบื่อ

วันไหนเห็นเดินมากับสาวไหน...ใจเริ่มไม่เป็นสุข....จะถามก็ไม่กล้า ผลออกมาได้แค่เเซว หาเรื่อง  จะแสดงออกนอกหน้าก็ใช่ที่ เดียวโดนหาว่าแอบชอบเค้า  จะอายเปล่าๆ  ดีไม่ดีกลายเป็นทำให้เค้าหมางใจกับคนรักของเค้าจริง เรื่องอาจยุ่งกันใหญ่

เกิดอะไรกับหัวใจ...."ใช่ความรักหรือเปล่า...." 

การใช้ชีวิตเริ่มเหนื่อยขึ้น ถึงแม้อนาบริเวณรั้วโรงเเห่งนี้คับแคบ เดินไปไหน-มาไหน ไม่ไกลนัก  เจอเพื่อนหน้าเดิมๆ สองถึงสามครั้งต่อวันก็เถอะ หาสาเหตุการเหนื่อยไม่ได้ มันคับอก คับใจ วันๆใจล่องลอยไปไกลแสนไกล ความคิดโลดแล่น สับสน อยากบอกความในใจ...แต่คิดอีกที รักเค้าข้างเดียวก็ดีเหมือนกัน...จะได้ไม่เสียใจ (แต่มันจุกอกน่ะ)

ความคิดต่างๆ พรั่งพรู เข้ามามากมาย  รักหรือเปล่า......  

"ทำไมอยากเห็นหน้าจัง......."

"คิดถึงน่ะ...."

"วันนี้ไปไหน..."

"เรียนหนักหรือ...."

"เตรียมสอบถึงไหนเเล้ว..."

"จะให้กำลังใจดีมั้ย....ทำไงดีล่ะ"

"สู้ๆค่ะ....."

สมุดบันทึก ประจำวันเต็มไปด้วยความในใจของตัวเอง...อิอิ  บางวันเผลอลืมตั้งบนโต๊ะ...เพื่อนมือดีก็ต่อความให้จนได้เรื่อง เมื่อเรื่องความลับของหัวใจเริ่มถูกเปิดเผยต่อสารธารณชน  ความกดดันเริ่มเกิดขึ้น  การแสดงออกในทิศทางการต่อต้านมีมากขึ้น...คำว่า เปล่าเป็นเรื่องติดปาก  เมื่อใครซักถามเรื่องนี้

"แอบชอบพี่เค้าหรอ ?"_ เพื่อนถาม

"เปล้า... ไม่ได้คิดไร"_ ฟ้า

"แล้วทำไมหน้าแดง"_เพื่อน

"เปล้า_อากาศร้อนต่างหาก"_ฟ้า

"โน้น...พี่เค้ามา"_เพื่อน

ควับ.."ไหน...ไม่เห็นมีเลย"_ฟ้า

"หั่นแน่...ไหนว่าไม่สนไง...รีบหันไปเลยน่ะ"_เพื่อน

โดนจนได้

หลังจากนั้นก็กลายเป็นกองเชียร์โดยปริยาย @.^

เมื่อกล่าวถึงกองเชียร์.....ความรักของฟ้ามีกองเชียร์สองประเภทค่ะ ประเภทแรกแบบเชียร์เหยียบคันเร่งเต็มสปีด  และกองเชียร์ติดเบรก เอียดๆๆ  ดังเรื่อยๆ เป็นระยะๆ

แบบแรก  มักพูดว่า ”ขอให้รักของฟ้าจงเจริญๆๆ”

แบบที่ 2 แบบว่า

     “เลิกเถอะฟ้า...พี่เค้าหยิ่งๆ นะ

      “ เค้าดูแลฟ้าไม่ได้หรอก...”

    “เลิกเถอะ.....”

    “พี่ว่า...ฟ้ากับพี่เค้าเข้ากันไม่ได้หรอก”

    “พี่ดูแล้วว่า..... พี่เค้าไม่ค่อยดูแลฟ้าเลย”

             แต่แบบที่ 2 นั่น ออกตัวแรงมากๆ  ออกทั้งคำพูดสีหน้า และท่าทาง จนบางครั้ง อาจเผลอคล้อยตามได้ แต่อย่างว่า ความรักมักชนะทุกอย่าง หากไม่ใช่อย่างนั้นคงคบไม่ได้นานจนถึง วันนี้  10 ปี ผ่านไป ยังรักและคิดถึงเหมือนเดิมเลย

 คิดเสมอว่า...เรื่องความรักเรานั่นอยู่ที่ใจเรามากกว่า  หากมีใครคนใดคนหนึ่งเปลี่ยน ความรักก็ย่อมเปลี่ยนแปลงตาม เพราะเมื่อรักกลายเป็นของเรา นั่นก็หมายถึงใจของเราสองคนมีกันและกัน ความรักก็สื่อสารกันระหว่างเรา บางครั้งคำพูดก็ไม่อาจบรรยายออกมาได้ เพียงแค่เราเข้าใจกันเท่านั้นก็พอต่อการหล่อเลี้ยงความรักให้เติบโตขึ้นมาได้แล้ว  แม้สิ่งแวดล้อมข้างนอกไม่อื้อ...ขอแค่ความเข้าใจ และไว้ใจกัน  ไม่ว่าเรื่องจะยากขนาดไหนก็ผ่านมันมาได้

ความรักช่วงนั้นสั้นมากค่ะ เพราะพี่บีต้องเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยลัย  กว่าเราจะเข้าใจกันก็เกือบๆ หมดเทอมแล้ว (พี่บีใกล้จบแล้ว) ถึงแม้จะพยายามหนีใจตัวเองมาหลายครั้ง ก็ทำใจห่างกับพี่บีไม่ได้.....

ความรัก ความผูกพันธ์เริ่มเกาะเกี่ยวหัวใจเอาไว้....นับวันเวลาที่สั้นลงทุกที ทุกที “พยายามทำให้พี่บีมีกำลังใจที่สุด เท่าที่จะทำได้....พรุ่งนี้จะเป็นอย่างไรค่อยว่ากัน” 

 ต่อไปนี้จะพูดดีกับพี่บีน่ะ (คือไม่คอยหาเรื่องให้ ไม่สบายใจ พูดหวานๆ  อิอิ พี่บีเคยพูดตอนก่อนจะสงบศึกว่า “พูดหวานๆ เป็นมั้ย” คิดดูแล้วกันให้คนห้าวๆ พูดหวานๆ มันขัดกันยังไงอยู่ แต่ก็เอา  ไหนๆ ก็จะจากกันแล้วก็ขอจากกันด้วยดีล่ะกัน...

 จากวันนั้น....ก็ทำตัวดี (ต้องบอกว่าพยายามน่ะค่ะ...เพราะนิสัยฟ้าห้าวนิดๆ และมักชอบเปลี่ยนเรื่อง หากเป็นเรื่องที่โดนๆ ก็จะหาเรื่องอื่นๆ เพื่อแก้เขินแทน)